Monday, January 12, 2026

ศัลยกรรมนมทอม ตัดนมออก ลดขนาดหน้าอกสำหรับสาวหล่อ

 การศัลยกรรมนมสำหรับทอมในปัจจุบัน ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในกลุ่มของ Transgender ที่ต้องการตัดหน้าอก เปลี่ยนหน้าอกจากหญิงให้เป็นชาย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับการศัลยกรรมนมสำหรับทอม ว่ามีขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนและหลังศัลยกรรมนม และขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง ไปอ่านกันเลย 

ศัลยกรรมนมสำหรับทอม คือ

ศัลยกรรมนมสำหรับทอม หรือ Top Surgery คือ การปรับลดขนาดของเต้านมให้เล็กลง หรือเป็นการเอาเนื้อเต้านมออก จนมีลักษณะแบนราบเหมือนกับหน้าอกของผู้ชาย หรือเป็นการสร้างหน้าอกใหม่ให้ดูคล้ายกับหน้าอกผู้ชายมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์เพื่อให้หน้าอกดูเป็นธรรมชาติ และเหมือนหน้าอกของผู้ชายมากที่สุด ทั้งขนาดเต้านม ปานนม ลานนม และหัวนม อีกทั้งการศัลยกรรมนมสำหรับทอมในปัจจุบันได้รับนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของ Transexual ที่ต้องการเปลี่ยนจากเพศหญิงเป็นเพศชาย และนอกจากนี้สำหรับคนที่มีปัญหาเต้านมห้อย นมหย่อนยาน ที่อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ผ่านการมีบุตรมาแล้ว อายุที่มากขึ้น หรือคนที่มีหน้าอกใหญ่มากๆที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ อาทิเช่น ปวดหลัง ปวดไหล่ จากการแบกรับน้ำหนัก ก็สามารถทำศัลยกรรมนม เพื่อลดขนาดหน้าอด หรือตัดนม แก้ลดไซส์นม พร้อมกับการปรับปานนม หัวนม ให้มีความสมดุล และมีความสวยงามได้เช่นกัน

ผู้ที่เหมาะสำหรับการศัลยกรรมนมสำหรับทอม

สำหรับผู้ที่จะทำศัลยกรรมนมสำหรับทอมควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

  •  ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือถ้าอายุไม่ถึง 20 ปี ต้องได้รับการอนุญาติจาก บิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายให้ผ่าตัดได้ก่อน
  • ได้รับและผ่านการตรวจสุขภาพร่างกาย ว่ามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้
  •  ต้องได้รับและผ่านการตรวจวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่า  มีภาวะจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพ และต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการ
  • ต้องเคยแต่งตัวและใช้ชีวิตแบบเพศชาย มาไม่น้อยกว่า 1 ปี

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดศัลยกรรมนมสำหรับทอม

  • ควรมีการเข้าพบจิตแพทย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  • ควรตรวจสุขภาพก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีผลต่อการดมยาสลบ
  • ควรรับคำปรึกษาจากศัลยแพทย์ก่อนผ่าตัด และรับการตรวจเช็คขนาดขหน้าอก ความหย่อนคล้อยและความยืดหยุ่นของผิว รวมถึงการตรวจเช็คขนาดหัวนมและปานนม เพื่อเลือกเทคนิคผ่าตัดที่เหมาะสม
  • ควรหยุดยาจำพวก แอสไพริน และยาลดอาการอักเสบ หรือสมุนไพร ที่อาจจะทำให้เลือดออกผิดปกติ โดยควรหยุดยา อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด
  • ควรหยุดสูบบุหรี่ เป็นเวลาอย่างน้อย  2 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสเกิด หัวนม ปานนม เนื้อหลุดตายจากการที่เลือดไปเลี้ยงแผลไม่ดี
  • ควรถ่ายมีการรูปก่อนผ่าตัด เพื่อวัดผลลัพท์หลังการผ่าตัด
  • ควรปรึกษากับศัลยแพทย์ ถึงผลลัพธ์และความเสี่ยงในการผ่าตัด

ขั้นตอนการผ่าตัดศัลยกรรมนมสำหรับทอม

  1. ในขั้นตอนแรกศัลยแพทย์จะให้คนไข้ดมยาสลบ
  2. หลังจากที่คนไข้สลบ ศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลในตำแหน่งที่กำหนด เพื่อเอาเนื้อนมออก ทำให้หน้าอกแบนราบ
  3. แพทย์จะทำการตัดหนังส่วนเกินออก และปรับหน้าอกให้แบนราบเหมือนกับหน้าอกของผู้ชาย
  4. แพทย์จะทำการปรับตำแหน่งหัวนม เพื่อลดขนาดหัวนม และปานนม ให้ได้ขนาด และตำแหน่งเหมือนกับหน้าอกตามธรรมชาติของผู้ชาย

การดูแลและการพักฟื้นหลังการผ่าตัดศัลยกรรมนมสำหรับทอม

  1. หลังการผ่าตัดเสร็จ คนไข้จะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล ประมาณ 2-5วัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคของการผ่าตัดที่เลือก และจะได้รับการทำแผลโดยพยาบาล
  2. ต้องทำแผลให้สะอาด และทายาฆ่าเชื้อ ทุกวัน เพื่อให้แผลสมานได้เร็ว และลดโอกาสการติดเชื้อ
  3. ต้องรับประทานยาแก้ปวด ยาลดบวม ยาแก้อักเสบ ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  4. ควรไปพบแพทย์ตามนัด เมื่อครบ 7วันหลังการผ่าตัด และไปตัดไหมเมื่อครบ 14 วันหลังผ่าตัด รวมถึงควรพบแพทย์ติดตามผลการผ่าตัด และควรไปตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง
  5. ให้สวมใส่เสื้อรัดหน้าอก ประมาณ 3-6 เดือน เพี่อช่วยลดอาการบวม  และกดให้ปรับรูปทรงทรวงอกให้เข้าที่เร็วขึ้น
  6. คนไข้จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ภายใน 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด  
  7. คนไข้จะสามารถออกกำลังกายได้ หลังจากผ่าตัด 1 เดือน 
  8. แผลผ่าตัดจะสมาน และหายเป็นปกติ หลังการผ่าตัด อย่างน้อยประมาณ 3-6 เดือน

ภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการศัลยกรรมนมสำหรับทอม มีดังนี้

  • อาการบวม หลังผ่าตัด -อาการปวด หลังผ่าตัดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ สามารถบรรเทาอาการด้วยการให้ยาแก้ปวด
  • อาการชา  หรือ หัวนมอาจจะหมดความรู้สึก 
  • เกิดการสูญเสียขนาดหัวนม และปานนม 
  • แผลผ่าตัดอาจจะหายช้า
  • เกิดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ
  • ภาวะมีเลือดออกหลังการผ่าตัด  เนื่องจากเนื้อนมมีต่อมน้ำนม ที่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตน้ำนม  และการที่ตัดเอาเนื้อนมออกก็อาจทำให้เส้นเลือดฉีกขาดมาก  จึงทำให้มีเลือดออกเยอะกว่า การผ่าตัดที่ตำแหน่งอื่น และมีโอกาสที่เลือดออกหลังผ่าตัดสูง จึงควรใส่สายเดรนเอาไว้ ประมาณ  2-3 วันเพื่อลดการคั่งของเลือด
  • เกิดการคั่งของเลือด และการติดเชื้ออาจเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสน้อยมาก
  • เนื้อตายบางส่วน เกิดขึ้นเพราะเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ  เช่น หัวนม หรือเนื้อนมส่วนอื่น
  • แผลเป็นอาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้   สามารถแก้ไขได้โดยการผ่าตัดแต่งใหม่

นี่ก็คือบทความรู้ทำความรู้จัก..ศัลยกรรมนมสำหรับทอม  ที่เรานำมาฝากกัน หากใครกำลังมองหาคลินิกศัลยกรรมนมสำหรับทอม แนะนำที่ Q clinic ที่นี่มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับการศัลยกรรมนมสำหรับทอมและสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างตรงไปตรงมาสนใจสามารถสอบถามปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://qprimeclinic.com/

เรื่องน่ารู้ของฮอร์โมนเพศชาย

 ฮอร์โมนเพศชาย คืออะไร?

     ฮอร์โมนเพศชาย หรือ “เทสโทสเตอโรน (Testosterone)” เป็นฮอร์โมนที่ผลิตโดยอัณฑะ (Testis) ซึ่งเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้ชาย มี 2 ข้างอยู่ในถุงอัณฑะ (Scrotum) ฮอร์โมนนี้ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ และยังส่งผลต่อการทำงานส่วนอื่นของร่างกาย โดยช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดระดับไขมันสะสมในร่างกาย และป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย

ฮอร์โมนเพศชาย ทำหน้าที่อะไรบ้าง?

     หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนเพศชาย คือการกระตุ้นให้เด็กชายก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม โดยจะทำให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่ องคชาติขยายใหญ่และยาวขึ้น มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ รักแร้ หน้าแข้ง แขน ขา มีลูกกระเดือก ไหล่กว้าง สะโพกแคบ กล้ามเนื้อเจริญเติบโตขึ้น ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจหลายด้าน เช่น

  • มีความรู้สึกรักใคร่และความต้องการทางเพศ
  • มีเหงื่อออกมากขึ้น และอาจทำให้มีกลิ่นตัว
  • เสียงแหบ หรือเสียงทุ้มขึ้น
  • กระดูกใหญ่ขึ้น ไหล่และหน้าอกกว้างขึ้น
  • ผิวหนังสร้างไขมันมากขึ้น ทำให้มีรูขุมขนใหญ่ขึ้น และบางคนอาจเป็นสิวที่ใบหน้า
  • มีขนที่ใต้วงแขน และหัวเหน่า

ระดับของฮอร์โมนเพศชายปกติ คือเท่าไร?

     ระดับปกติของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ควรอยู่ระหว่าง 350-1000 ng/dl (นาโนกรัมต่อเดซิลิตร) แต่หลังจากที่ผู้ชายมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเพศชายจะค่อยๆลดลงประมาณ 1-2% ต่อปี ทำให้มีโอกาสแสดงอาการจากการขาดฮอร์โมนได้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น

     ในผู้ที่ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลงผิดปกติก็อาจทำให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone deficiency) ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง เช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า อ้วนลงพุง ความรู้สึกทางเพศลดลง การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น

จะรู้ได้อย่างไรว่า ฮอร์โมนเพศชายอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ?

     ผู้ชายส่วนมากมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังมีภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย เนื่องจากเป็นภาวะที่แสดงออกได้ในหลายระบบของร่างกาย

     ดังนั้นหากรู้สึกว่าตนเองมีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชาย เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนไม่ค่อยหลับ ไม่กระฉับกระเฉง อารมณ์ทางเพศและสมรรถภาพทางเพศลดลง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีความเครียดมาก ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย อ้วนลงพุง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สูบบุหรี่ หรือมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง ก็ควรเข้ารับการตรวจระดับฮอร์โมน

วิธีการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชายทำอย่างไร?

     แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการณ์ หลังจากนั้นจะนำผลตรวจมาวิเคราะห์ และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

     การตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องจะตรวจด้วยวิธีการเจาะเลือด (Blood test) แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์

     โดยแพทย์จะซักประวัติผู้เข้ารับการตรวจ ตรวจร่างกาย และนำผลการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดที่ได้ มาประเมินเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา รวมทั้งแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้ป่วย

     สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย แนะนำให้เจาะเลือดในช่วงเช้า 7.00 - 11.00 น. และอาจต้องงดอาหารมาอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการเจาะตรวจเพิ่มเติม และถ้าหากมีโรคประจำตัว หรือใช้ยารักษาโรคประจำตัวอยู่เป็นประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ทราบก่อนเข้ารับการตรวจด้วย

ข้อดีของการตรวจฮอร์โมนเพศชาย

     การตรวจฮอร์โมนจะช่วยให้ทราบระดับของฮอร์โมนเพศชายและผลเลือดที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุและวางแผนในการรักษา ในผู้ป่วยที่มีอาการจากการขาดฮอร์โมนเพศชาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการขากฮอร์โมน การเสริมฮอร์โมนเพศชายจะช่วยทำให้อาการต่างดีขึ้น และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอีกด้วย

ใครที่สมควรรับการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย?

     ผู้ที่มีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชาย เช่น

  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
  • นอนไม่ค่อยหลับ หรือการนอนหลับผิดปกติ
  • ระดับพลังงานลดลง อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง
  • อารมณ์ทางเพศและสมรรถภาพทางเพศลดลง
  • การแข็งตัวของอวัยวะเพศในช่วงเช้าลดลง
  • ปริมาณน้ำอสุจิน้อยลง
  • สมรรถภาพทางกายลดลง กล้ามเนื้อลีบลง

     ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดของฮอร์โมนเพศชาย ได้แก่

  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีภาวะอ้วนลงพุง
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติด
  • ผู้ที่มีความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่เคยได้รับเคมีบำบัด หรือฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณขาหนีบ อัณฑะหรือในอุ้งเชิงกราน

เราจะดูแลตนเองให้มีระดับฮอร์โมนเพศชายปกติได้อย่างไร?

     เรายังสามารถดูแลตนเองได้ง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนลักษณะการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม เช่น

  • ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษารูปร่างให้ไม่มีภาวะอ้วนลงพุง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานของทอด ของมัน ของหวาน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
  • งดสูบบุหรี่

หากพบว่ามีฮอร์โมนเพศชายต่ำ รักษาอย่างไร?

     การรักษาภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

     นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหรือฮอร์โมนเพศชายทดแทน ซึ่งสามารถทำให้เพิ่มระดับฮอร์โมนที่ขาดได้ ทำให้ลดอาการจากการขาดฮอร์โมนเพศชายและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง


https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/testosterone%C2%A0