Sunday, September 5, 2021

ระวัง ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายยิ่งสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ แพทย์แนะ 3 เคล็ดลับ สุขภาพดี

ระวัง ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายยิ่งสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ แพทย์แนะ 3 เคล็ดลับ สุขภาพดี

การเวิร์ก ฟรอม โฮม ทำให้ครอบครัว ต่างมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ได้ใช้เวลาดูแลพ่อแม่ เหมือนกับที่ท่านดูแลเราตอนเด็กๆ แต่เมื่อเราโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ ก็อาจจะมีความแข็งแรงน้อยลง ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้สะดวกดังเดิม อย่างการไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ หรือแม้แต่เดินขึ้นลงบันได เป็นผลจาก “ภาวะเสื่อมถอยของกล้ามเนื้อ” เพราะการสูญเสียมวลกล้มเนื้อในผู้สูงอายุเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด

คุณลูกจึงควรเตรียมพร้อม ดูแลสุขภาพรักษามวลกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้ เพื่อชะลอภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ผู้สูงวัยจำเป็นต้องได้รับโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณสูง และสารอาหารอื่นๆ คือโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี เพื่อช่วยในการปรับสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณพ่อคุณแม่ของเรามีอายุมากขึ้น พวกท่านจะรับประทานอาหารได้น้อยลง ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ การขาดสารอาหารและวิตามินบางชนิดส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าที่คิด เช่น การขาดวิตามินดียิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น เพราะวิตามินดีช่วยในการเผาผลาญน้ำตาล ปรับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง การสร้างเซลล์ของอวัยวะต่างๆ รวมถึงเพิ่มความแข็งแรงและสร้างสมดุลของกล้ามเนื้อ กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่เพราะวิตามิน ดี และแร่ธาตุที่จำเป็นบางประเภทยังพบในปริมาณที่จำกัด ซึ่งการรับประทานอาหารในมื้อปกติ อาจจะทำให้ได้รับสารอาหารเหล่านั้นไม่ครบถ้วน

ตามธรรมชาติแล้ว เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปประมาณร้อยละ 8 ในทุกๆ 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุ 70 ปี อัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวถึงร้อยละ 15 ในทุกๆ 10 ปี นั่นหมายความว่า เมื่อคุณอายุ 70 ปี มวลกล้ามเนื้อของคุณจะสูญเสียไปถึงร้อยละ 24
การได้รับโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมต่อวันมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ จากรายงานการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีน 1.0-1.3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา ผลิตภัณฑ์นม เต้าหู้ ถั่วชนิดต่างๆ และไข่ เป็นต้น

นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์เสริมสารอาหารยังเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่สูงวัยเช่นกัน แต่เมื่อคนเราอายุระหว่าง 40 ถึง 70 ปี โดยเฉลี่ยแล้วจะรับประทานอาหารน้อยลงถึงร้อยละ 25 นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้รับโปรตีนได้น้อยลงเช่นกัน การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมสารอาหารจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ของเราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

นายแพทย์ประพัฒน์ โสภณาทรณ์ Medical Director, แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ เผยว่า การเบื่ออาหารเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยมีสาเหตุมาจากทั้งด้านประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารที่ลดลง, โรคประจำตัวที่จำกัดประเภทของอาหาร รวมถึงสภาพอารมณ์ที่ซึมเศร้าก็มีผลต่อความอยากอาหารในผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ลูกหลานควรดูแลผู้สูงอายุให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เริ่มต้นง่ายๆ โดยการปรุงอาหารให้มีความหลากหลาย อาจปรับใช้อาหารเสริมสูตรครบถ้วนมาประกอบอาหาร เพื่อบำรุงร่างกายผู้สูงอายุให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ แต่ควรรับประทานภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้การจัดตารางรับประทานอาหารร่วมกับผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอยังช่วยลดความเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัวอีกด้วย

โดยมี 3 เคล็ดลับง่ายๆสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปในการดูแลกล้ามเนื้อ ได้แก่

1. เพิ่มปริมาณสารอาหารที่จำเป็นต่อวันให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน หรือวิตามิน ดี รวมถึงสารอาหารอื่นๆให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
2. การออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance exercise) จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อได้
3. ขอคำแนะนำและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิธีในการดูแลรักษากล้ามเนื้อ

นายแพทย์ประพัฒน์ โสภณาทรณ์
ขอบคุณที่มา https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_2196230
Ad. ฮอร์โมนเพศชายเสริมสำหรับผู้ชายวัยทำงาน วัยทอง ทอม ทรานส์แมน  www.smartboyshopping.com

Sunday, August 29, 2021

เพิ่มกล้ามเนื้ออย่างไรให้ถูกวิธีและดีต่อสุขภาพ

 กล้ามเนื้อ คือ ส่วนหนึ่งของร่างกายที่ช่วยออกแรงและเคลื่อนไหว โดยมีหน้าที่พยุงและปรับเปลี่ยนท่าทาง การเคลื่อนที่ไปมา รวมทั้งการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น หัวใจบีบตัว หรืออาหารเคลื่อนตัวในระบบย่อยอาหาร โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายมีกล้ามเนื้อ 600 มัด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำหนักตัว แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle/Striated Muscle) กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle) และกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle/Myocardium) เราสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อลายได้ เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตและมีอยู่หลายแห่งตามร่างกาย

เพิ่มกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อหาย เหตุผลสำคัญที่ควรเพิ่มกล้ามเนื้อ

ความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อภายในร่างกายจะฝ่อลงตามอายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ภาวะกล้ามเนื้อพร่อง (Sarcopenia) จะเกิดขึ้นเมื่ออายุ 30 ปี โดยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง ส่วนใหญ่แล้ว ร่างกายจะสูญเสียกล้ามเนื้อร้อยละ 25 เมื่ออายุ 70 ปี และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อร้อยละ 25 อีกครั้งเมื่ออายุ 90 ปี ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อและผู้ที่อายุมากขึ้นมีโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อได้เช่นกัน โดยเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกเร็ว (Fast-Twitch Fibers) ซึ่งเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อสำหรับทำกิจกรรมที่ใช้พลังมหาศาล มีอัตราการสลายตัวมากกว่าเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดกระตุกช้า (Slow-Twitch Fibers)

ภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อส่งผลต่อร่างกายหลายอย่าง ส่งผลให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ลำบากขึ้น ทั้งนี้ ยังทำให้ทรงตัวได้ยากเมื่อต้องเคลื่อนไหวไปมาหรือยืนนิ่ง ๆ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บจากการตกที่สูง ผู้ที่กระดูกอ่อนแอและตกจากที่สูงอาจทำให้กระดูกสะโพก ข้อมือ หรือขาหักได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะอันตรายรุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนผู้ที่กล้ามเนื้อแข็งแรงมีโอกาสเสี่ยงน้อยที่จะได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ผู้ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจะลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ทำให้หัวใจไม่บีบตัวมากเมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ ส่งผลให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ อันเป็นวิธีป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 และควบคุมน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อจึงเป็นวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออันส่งผลดีต่อสุขภาพ

กินอย่างไรช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

วิธีเพิ่มกล้ามเนื้อที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารซึ่งทำได้ ดังนี้

  • ดื่มน้ำก่อนและหลังออกกำลังกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอนับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปแล้ว ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ผู้ที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายประมาณ 350-470 มิลลิลิตร และดื่มน้ำประมาณ 200-300 มิลลิลิตร ระหว่างทำกิจกรรมที่หนักมากทุก 15 นาที ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่า 1 ชั่วโมง อาจดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เนื่องจากร่างกายอาจสูญเสียเกลือแร่และเสี่ยงต่อสุขภาพได้
  • รับสารอาหารให้ครบถ้วน ผู้ที่เพิ่มกล้ามเนื้อจำเป็นต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
    • รับประทานผักผลไม้ทุกวัน ผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ จึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลายในปริมาณอย่างน้อยวันละ 5 ส่วน  (อาหาร 1 ส่วน มีปริมาณ 140 กรัม) เช่น เลือกรับประทานแอปเปิ้ล กล้วย ลูกแพร์ หรือผลไม้อื่นที่มีขนาดและน้ำหนัก 80 กรัม สับปะรดหรือแตงโมหั่นเป็นชิ้น หรือผัก 3 ช้อนโต๊ะพูน
    • ไม่อดแป้ง ควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งเป็นอาหารหลักทุกมื้อ เนื่องจากแป้งให้พลังงานและเป็นแหล่งสารอาหารหลักสำหรับร่างกาย เช่น รับประทานมันต้มทั้งเปลือก เนื่องจากอุดมไปด้วยไฟเบอร์และวิตามิน รวมทั้งเลือกรับประทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง เส้นพาสต้าโฮลวีต หรือขนมปังขาวที่มีไฟเบอร์สูง อย่างไรก็ตาม ควรเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก เนื่องจากจะไปกระตุ้นระดับอินซูลินให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยับยั้งการผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ควรแบ่งเป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการอดแป้ง เนื่องจากร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยากหากได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
    • รับประทานผลิตภัณฑ์นม นมและผลิตภัณฑ์เนยนมต่าง ๆ นับเป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ควรเลือกรับประทานนมและผลิตภัณฑ์เนยนมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลน้อย รวมทั้งเลือกรับประทานแหล่งโปรตีนที่ไม่ปรุงแต่งรสหวานแต่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น น้ำนมถั่วเหลือง โยเกิร์ตจากถั่วเหลือง ชีสถั่วเหลือง เป็นต้น
    • รับประทานถั่วและแหล่งโปรตีนต่าง ๆ ผู้ที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อควรเลือกรับประทานถั่วต่าง ๆ ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ และโปรตีนอื่น ๆ เนื่องจากอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งช่วยในการเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ให้ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี วิตามินบี 12 แต่ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและลอกหนังก่อนรับประทานเพื่อลดไขมัน ส่วนเนื้อปลาซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินที่สำคัญ ควรรับประทานให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ส่วน รวมทั้งรับประทานน้ำมันปลาซึ่งอุดมไปด้วยกรดโอเมก้า 3
    • รับประทานอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย เลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำในปริมาณน้อย  เช่น น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันพืชอื่น ๆ รวมทั้งเลี่ยงการบริโภคอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลมาก เช่น ช็อกโกแลต ขนมเค้ก บิสกิต น้ำอัดลม เนย หรือไอศกรีม เนื่องจากการรับประทานไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้สูง ขึ้น เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ส่วนการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนั้นทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะอ้วนและฟันผุ
  • รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ การเพิ่มกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากโปรตีนจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ โดยร่างกายต้องการกรดอะมิโนจำเป็นไปช่วยเพิ่มโปรตีน ผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ อาจรับประทานขนมหรือของว่างโปรตีนสูงได้ เช่น เนยแข็งคอจเตจ ชีสแบบแท่ง โปรตีนบาร์ โปรตีนเชค หรือผงโปรตีนสำหรับละลายในน้ำหรือนมไขมันต่ำ

นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารเสริมโปรตีนสำหรับเพิ่มกล้ามเนื้อ ควรปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย เช่น รับประทานกรีกโยเกิร์ตกับมูสลี่หรือผลไม้ตอนเช้าแทนการรับประทานนมกับอาหารเช้าซีเรียล ส่วนการเลือกอาหารเสริมโปรตีนอื่น ๆ ควรเลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้ อ่านฉลากก่อนรับประทานทุกครั้งอย่างละเอียด รวมทั้ง รับประทานอาหารเสริมโปรตีนในปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรรับประทานมากเกินจำเป็น ที่สำคัญ ไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เพื่อกระตุ้นและสร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง ทำลายไตและหัวใจโดยตรง ตับเสียหาย และส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์

ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

นอกจากปรับเปลี่่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้ว ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่กัน การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) คือการออกกำลังกายเสริมสร้างการทรงตัวที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและกิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย การออกกำลังกายแบบ

แอโรบิกเป็นประจำจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ใช้ออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เมื่อนำรูปแบบการออกกำลังกายดังกล่าวมาเข้าร่วมกับการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ จะทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงต้านน้ำหนักที่เราใช้ในการออกกำลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานหนักมากกว่าเดิม กลายเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้นานหลังจากหยุดออกกำลังกายไปแล้ว โดยการออกกำลังกายลักษณะนี้มีหลายชนิด ได้แก่

บอดี้เวท (Body Weight) คือ การออกกำลังกายที่ใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้าน นับเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง โดยท่าออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ มีดังนี้

  • วิดพื้น (Push Up) วางมือทั้งสองข้างบนพื้นไม่ให้ล้ำหน้าหัวไหล่ ยืดแขนจนสุด เหยียดขาให้ตรงโดยหัวเข่าไม่แตะพื้น จากนั้นงอข้อศอกให้หน้าอกลดต่ำลง ห่างจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว แล้วดันตัวขึ้นมาจากพื้น
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลังแขน (Tricep Dip) นั่งชันเข่าขึ้นมา วางฝ่าเท้าเต็มพื้น วางฝ่ามือราบไปกับพื้นด้านหลังโดยหันมือให้นิ้วเข้าหาลำตัวที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นยกสะโพกขึ้นจากพื้น พร้อมกับค่อย ๆ งอศอกพร้อมกับลดลำตัวจนถึงพื้น แล้วดันกลับขึ้นมา ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 12-15 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • สควอท (Squat) ยืนกางเท้าให้กว้างเท่ากับไหล่ ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวหรือยกแขนยื่นไปข้างหน้าเพื่อช่วยทรงตัว จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไป โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและหลังตรง ระวังอย่างอเข่าจนหัวเข่าเลยปลายเท้า ทำซ้ำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • บริหารขา (Lunge) ยืนในท่าเตรียมโดยก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า จากนั้นงอเข่าซ้ายช้า ๆ พร้อมกับย่อตัวลงไปจนขาทั้งสองข้างตั้งฉาก ทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้าแล้วค่อยกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น ควรให้หลังตรงและไม่งอเข่าจนเลยปลายเท้า ทำเช่นนี้ 15-24 ครั้ง แล้วสลับทำอีกข้าง
  • บริหารหน้าท้อง (Crunch) นอนราบบนพื้น ชันเข่าขึ้นมา มือแตะหลังหู โดยให้หลังส่วนล่างแนบไปพื้น จากนั้้นยกแนวไหล่ทั้งสองข้างขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อยกลับไปอยู่ท่าเดิม ไม่ควรกดคางแนบกับอกหรือใช้มือดึงคอขึ้นมา ทำเซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฝึกกล้ามเนื้อหลัง (Back Raise) นอนคว่ำไปบนพื้น ยื่นมือออกไปข้างหน้าหรือเอามือไว้ที่ขมับ เหยียดขาและปลายเท้าราบบนพื้น จากนั้นยกไหล่ขึ้นมาจากพื้นไม่เกิน 3 นิ้ว แล้วค่อย ๆ กลับไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเช่นนี้เซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • ฟรีเวท (Free Weight) การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อชนิดนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงานพร้อมกัน โดยฟรีเวทคือการออกกำลังที่ใช้บาร์เบลหรือดัมเบล ซึ่งมีท่าประกอบ ดังนี้
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหน้าแขน (Curls) ท่านี้เล่นได้ทั้งแบบฟรีเวทและเล่นกับเครื่องเล่นเวท โดยเลือกเวทที่สามารถยกได้ 8-12 ครั้ง ส่วนผู้ที่เล่นกล้ามเนื้อหน้าแขนแบบฟรีเวท ควรเลือกดัมเบลหรือบาร์เบลที่ไม่ทำให้แขนแกว่ง สามารถแนบศอกไว้ข้างลำตัวได้ หากข้อศอกแกว่ง ควรลดน้ำหนักของอุปกรณ์ให้พอดี
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลังแขน (Close-Grip Bench Press) นอนราบไปบนเก้าอี้ออกกำลัง จับบาร์เบลที่อยู่เหนือตัวเอง โดยให้มือห่างจากกันประมาณ 18 นิ้ว เหยียดข้อมือให้ตรง ศอกอยู่ใกล้ลำตัว จากนั้นยกบาร์เบลขึ้นไปและลดลงมาห่างจากอก 2 นิ้ว และยกขึ้นไปอีกครั้ง ควรหายใจออกเมื่อยกบาร์เบล และหายใจเข้าเมื่อลดบาร์เบลลงมา ทำติดต่อกัน 8-12 ครั้ง
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหลัง (One-Arm Dumbbell Rows) วางเข่าและมือข้างซ้ายบนเก้าอี้ออกกำลัง โดยให้แขนเหยียดตรงและหลังอยู่ในแนวขนานกับพื้น จากนั้นใช้มือขวายกดัมเบลที่ถือไว้ โดยยกให้ปลายแขนอยู่ข้างลำตัวในแนวเดิม ไม่เอียงดัมเบลเข้าหาหน้าอก
    • ฟรีเวทกล้ามเนื้อหนอก (Shrug) ถือบาร์เบลหรือดัมเบลไว้ทั้งสองข้าง โดยให้แขนเหยียดตรง จากนั้นออกแรงยักไหล่ หากเลือกบาร์เบลหรือดัมเบลที่มีน้ำหนักมากพอและเหมาะสมกับกำลังตัวเองจะรู้สึกกล้ามเนื้อล้าเมื่อเล่นครบจำนวน
  • เล่นเครื่องเล่นเวท (Weight Machines) วิธีฝึกกล้ามเนื้อด้วยเครื่องเล่นเวทจะช่วยให้ออกกำลังและบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนไปทีละจุด โดยศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสต่าง ๆ มีบริการเครื่องเล่นเวทไว้บริการแก่ผู้ที่ต้องการฝึกกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ผู้ที่ออกกำลังกายชนิดนี้เป็นครั้งแรกควรปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสในการบริหารร่างกายให้ถูกต้อง ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่สะดวกมาที่ฟิตเนสลองซื้อเครื่องออกกำลังกายมาฝึกเองที่บ้านได้
  • ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) การฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นควรเลือกยางยืดที่มีระดับแรงต้านมากพอ โดยจะรู้สึกล้ากล้ามเนื้อหลังจากฝึกกล้ามเนื้อนั้น ๆ ครบ 8-12 ครั้ง ผู้ที่เริ่มฝึกอาจออกกำลังด้วยยางยืดเพียงหนึ่งเซตก่อน จากนั้นค่อยเพิ่มจำนวนเมื่อกล้ามเนื้อที่บริหารเริ่มแข็งแรง ท่าฝึกกล้ามเนื้อด้วยยางยืดสำหรับออกกำลังกายนั้นมี ดังนี้
    • บริหารไหล่ (Shoulder Press) นำยางยืดวางไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืนตรง จับปลายยางยืดและงอแขนโดยหันด้านฝ่ามือเข้าหาตัวเอง จากนั้นค่อย ๆ ยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะจนแตะกัน ระวังอย่างยกไหล่ตาม แล้วค่อยลดแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารไหล่และขา (Shoulder Press with Lunge)  ก้าวขาขวาไปข้างหน้า วางยางยืดไว้ใต้เท้าขวาและจับปลายยางยืดทั้งสองข้างไว้ จากนั้นงอเข่าย่อตัวลงไปเหมือนท่าบริหารขา (Lunge) พร้อมกับยกแขนขึ้นให้สูงเลยศีรษะ ค่อย ๆ ลดแขนลงกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้นและทำซ้ำข้างละ 12-24 ครั้ง
    • บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนหน้า (Bicep Curl) ยืนตรงแยกขาออกให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพกไว้ จับปลายยางยืดทั้งสองข้าง แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว โดยหันฝ่ามือที่จับยางยืดออกไปข้างหน้า จากนั้นค่อย ๆ งอศอกเพื่อยกแขนขึ้นมา แล้วผ่อนลงช้า ๆ ไปอยู่ท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
    • บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านข้าง (Lateral raise) ยืนตรงแยกขาให้กว้างเท่าสะโพก วางยางยืดไว้ใต้เท้าทั้งสองข้าง ยืดตัวตรงและเกร็งสะโพก จับปลายยางยืดโดยให้แขนเหยียดตรงอยู่ข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ หงายฝ่ามือขึ้นและกางแขนทั้งสองข้างออกห่างจากด้านข้างลำตัวจนอยู่ระดับหัวไหล่ ควรให้แขนเหยียดตรงและไม่ยกไหล่ขณะที่กางแขนยกขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ผ่อนแขนลงมาอยู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำเซตละ 12-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
  • โยคะ โยคะนับเป็นการออกกำลังฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ท่าแนะนำ ได้แก่
    • ท่าสุนัขยืดลง (Downward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน โดยช่วยยืดกล้ามเนื้อแขน อก ขา และหลัง เตรียมตัวในท่าคุกเข่า ฝ่าเท้าวางบนพื้น เข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพก และวางมือให้เลยหัวไหล่เล็กน้อย จากนั้นหายใจออกพร้อมกับยืดขาให้ตรงโดยให้ส้นเท้าแตะพื้นและก้นยกขึ้นสูง ฝ่ามือออกแรงกดพื้นเบา ๆ พร้อมกับเหยียดแขนให้ตรงจนหัวไหล่ลาดลงเป็นแนวเดียวกัน โดยให้ศีรษะอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง ทำค้างไว้ 1-3 นาที
    • ท่ากระดาน (Plank) ท่านี้จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแขน ข้อมือ และลำตัว วางมือให้ห่างจากกัน เหยียดแขนให้ไหล่ตรง จากนั้นทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที
    • ท่าสุนัขเงยหน้า (Upward Facing Dog) ท่านี้จะช่วยบริหารร่างกายส่วนบน เริ่มต้นนอนคว่ำ โดยให้ลำตัว ขา และเท้าราบไปบนพื้น งอศอกตั้งขึ้นโดยวางฝ่ามือบนพื้นอยู่ข้างเอว จากนั้นใช้มือออกแรงกด พร้อมกับยกลำตัวและหน้าขาขึ้นมาจากพื้น โดยยืดหน้าท้องหรือตรงกลางลำตัวให้สุดและดึงหัวไหล่ให้เหยียดตรง ยืดตัวให้สุด ค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที
    • ท่าสะพาน (Bridge) ท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลัง ขา ก้น และลำตัว เริ่มต้นนอนหงายราบไปบนพื้น แขนอยู่ข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำลง ชันเข่าขึ้นมาโดยให้ส้นเท้าชิดเข้ามามากที่สุด จากนั้นยกสะโพกขึ้น โดยให้ต้นขาขนานกับพื้นและวางมือไว้ข้างลำตัวเช่นเดิม เงยหน้าเล็กน้อยและไหล่ราบไปบนพื้นขณะยกสะโพก ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที แล้วค่อยลดสะโพกลงมาเหมือนเดิม

ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายพร้อมรับการออกกำลังลักษณะดังกล่าวอย่างปลอดภัยหรือไม่ เมื่อฝึกกล้ามเนื้อระยะแรกควรฝึกเบา ๆ ช้า ๆ และมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและให้คำแนะนำในการจัดท่าทางและฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ควรหยุดเล่นและพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทันทีในกรณีที่เกิดอาการปวดหรือบาดเจ็บขณะเล่น วิธีออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพและดีต่อสุขภาพทำได้ ดังนี้

  • ควรเริ่มฝึกกล้ามเนื้อแบบบอดี้เวทประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนฝึกกล้ามเนื้อด้วยการเล่นฟรีเวทหรือเครื่องเล่นเวทต่าง ๆ
  • ออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งเลี่ยงยกเวทติดต่อกันทุกวัน
  • ควรอบอุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาทีก่อนออกกำลัง
  • ควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อท่าต่าง ๆ โดยเน้นทำซ้ำมากกว่าออกเต็มแรง
  • ควรให้เทรนเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำการจัดท่าทางที่ถูกต้อง เนื่องจากอาจเสี่ยงได้รับบาดเจ็บในกรณีที่บริหารกล้ามเนื้อผิดท่า
  • ควรคลายกล้ามเนื้อ (Cool Down) ประมาณ 5-10 นาที หลังออกกำลังกาย รวมทั้งยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

ผู้ที่ออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีจะได้รับประโยชน์หลายอย่าง ทั้งช่วยเพิ่มความทนทานแข็งแรงในการเล่นกีฬาและประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้สมาธิดีขึ้น ลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ  กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกายตลอดเวลา ลดโอกาสเสี่ยงได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งป้องกันการป่วยด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ

ขอบคุณที่มา https://www.pobpad.com/

Ad. ฮอร์โมนเพศชายเสริมสำหรับผู้ชายวัยทำงาน วัยทอง ทอม ทรานส์แมน  www.smartboyshopping.com

Saturday, August 21, 2021

6 อาหารเสริมสร้างฮอร์โมนเพศชาย

 

สุขภาพผู้ชาย

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) เป็นฮอร์โมนเพศชายที่สำคัญ โดยผลิตจากถุงอัณฑะ ซึ่งทำหน้าที่คอยควบคุมและเสริมลักษณะการแสดงออกทางเพศชาย สนับสนุนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสุขภาพผู้ชาย เช่น กล้ามเนื้อ, กระดูก, การผลิตสเปิร์ม, การเจริญเติบโตของเส้นผมและบทบาทอื่นๆ อีกมากมาย

“แต่สำหรับผู้ชายหลายคน มันยังกลายเป็นความขาดแคลนและบกพร่อง” คำกล่าวจากในรายงานของ Dr.Malcolm Carruthers แห่งศูนย์สุขภาพบุรุษฮาร์เลย์สตรีทในลอนดอน “ชายหนุ่มอายุ 30 ปี แสดงอาการภาวะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำ ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง, สมองเฉื่อยชาและการตื่นตัวน้อยลง” ซึ่งสำหรับผู้ชายยุคใหม่การที่ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าปกติ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมและกระทบต่อการใช้ชีวิตในด้านอื่นอีกด้วย

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวว่าระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสำหรับผู้ชายจะอยู่ในช่วง 300–1000 ng/dl และเมื่อฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลงต่ำกว่าระดับนี้ สามารถพบอาการผิดปกติได้หลากหลาย อาทิเช่น ความต้องการทางเพศลดลง, อวัยวะเพศไม่แข็งตัว, ปริมาณน้ำอสุจิลดน้อยลง, ผมร่วง, ความเหนื่อยล้าและการขาดพลังงาน, การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ, น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง

อาหาร 6 ชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามินดี

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะสามารถเสริมด้วยอาหารบางประเภทได้ แค่ต้องรับประทานอาหารให้ถูกแค่นั้นเองเมื่อเสริมด้วยสารอาหารแล้วจะทำให้อัณฑะกลับมาผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพื่อให้สุขภาพกลับมาดียิ่งขึ้น จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารต่อมไร้ท่อแห่งยุโรปรายงานว่า ที่ฮอร์โมนเพศชายต่ำเพราะว่าขาดวิตามินดี นอกจากนี้วิตามินดียังมีส่วนสำคัญในการลดน้ำหนักอีกด้วย และนี่คือ 6 อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่

1. ปลาบางชนิด

ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีนหรือปลาแซลมอน การรับประทานปลาเหล่านี้ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณได้รับวิตามินดีทุกวัน

2. ไข่แดง

ไข่แดงเป็นแหล่งวิตามินดีอีกแหล่งหนึ่ง เพราะในไข่แดงมีสารอาหารสำคัญอื่นๆ ที่สามารถช่วยซ่อมแซมร่างกายของคุณจากความเสียหายที่เกิดจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำได้

3. กะหล่ำปลี

ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของคุณ กะหล่ำปลีเต็มไปด้วยสารเคมีที่เรียกว่า indole-3-carbinol ซึ่งช่วยในการทำความสะอาดกระแสเลือดของเอสโตรเจน ดังนั้นจึงช่วยฟื้นฟูปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายของคุณ มีงานวิจัยหนึ่งพบว่าการทานอินโดล -3-carbinol 500 มก. ต่อวันเป็นเวลา 7 วันมีผลทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิงลดลง 50% ส่งผลให้ผู้ชายมีสุขภาพที่ดีขึ้น

4. อะโวคาโดช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ

อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่ช่วยเรื่องลดน้ำหนัก ยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิคที่เป็นสารเพิ่มความต้องการทางเพศ สามารถช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ อีกทั้งยังสามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิด LDL ได้

5. เนื้อ (กวาง) ส่งเสริมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ

บางทีการกินมังสวิรัติอย่างเข้มงวดอาจทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ชายลดลงถึง 14% การขาดโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์โดยทั่วไปจะช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย ในทางกลับกันการกินเนื้อสัตว์มากเกินไปจะมีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อวัวและเนื้อแกะอาจส่งผลให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง แต่เนื้อกวางให้คำตอบที่ดีกว่าเพราะเต็มไปด้วยโปรตีนและไม่ส่งผลเสียต่อการผลิตฮอร์โมนเพศชาย แต่อาจหารับประทานได้ยากในเมืองไทย

6. กระเทียมช่วยลดความเครียด

กระเทียมมีสารที่เรียกว่าอัลลิซิน ซึ่งมีความเข้มข้นสูง คอยขัดขวางการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถใช้เสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้มากมาย หากกินกระเทียมดิบที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุกจะได้รับสารอัลลิซินเพิ่มมากกว่าแบบการปรุงสุก สารอัลลิซินช่วยลดปริมาณไขมัน, ลดความข้นของเลือด, ลดความดันโลหิตสูง, ต่อต้านมะเร็งและเสริมฮอร์โมนเพศชายให้ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม

หากคุณคิดว่าตัวเองเข้าข่าย “ภาวะพร่องฮอร์โมน” ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการเจาะเลือด ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศชายจะดีที่สุด จะได้วางแผนการรักษาได้ทันท่วงที

Men’s Health by Apex ให้คำปรึกษาสุขภาพผู้ชายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

  • ตรวจภาวะพร่องฮอร์โมน
  • รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • ปรึกษาอาการแข็งตัวไม่เต็มที่
  • สร้างกล้ามเนื้อ BUILD MUSCLE
  • เสริมสร้างสมรรถภาพด้วยเทคโนโลยี Linear Shockwave Therapy
  • P-SHOT FOR MEN (PRP)
https://www.apexprofoundbeauty.com/

Ad. ฮอร์โมนเพศชายเสริมสำหรับผู้ชายวัยทำงาน วัยทอง ทอม ทรานส์แมน  www.smartboyshopping.com

Thursday, July 22, 2021

10 พฤติกรรมทำหน้าเหี่ยวก่อนวัย และวิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย

เคยทราบหรือไม่คะว่าพฤติกรรมบางอย่างที่เราเคยทำอยู่เป็นประจำเนี่ย สามารถส่งผลเสียต่อผิวพรรณ และทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าก่อนวัยได้อย่างที่เราคาดไม่ถึงเชียวค่ะ เราจะมาดูกันว่า พฤติกรรมแบบไหนบ้างนะ ที่ทำให้หน้าเราเหี่ยวทั้งๆ ที่อายุยังไม่มากเท่าไหร่ เพื่อหาวิธีลดริ้วรอยด้วยการหลีกเลี่ยงและแก้ไขค่ะ

1. การนอนตะแคงหรือคว่ำหน้านานๆ

การนอนคว่ำหน้าหรือตะแคงหน้าในทิศทางเดียวกันตลอดทั้งคืนนั้น จะเป็นการย้ำรอยเหี่ยวย่นที่เกิดจากธรรมชาติของเราให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่งผลให้คอลลาเจนใต้ผิวหนังเรานั้นทำงานผิดปกติและผิดรูปผิดร่างไปด้วย ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วหน้าเราจะมีริ้วบางๆ เป็นเส้นยาวๆ ขึ้นมา หรืออาจจะทำให้หน้าย่นไปเลยก็ได้นะคะ

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย เพียงคุณลองปรับพฤติกรรมการนอนของตัวเองดูค่ะ หากใครชอบการนอนตะแคง ก็ลองเปลี่ยนข้างดูบ้างหรือทางที่ดีคือ นอนหงายเลยค่ะ นอกจากจะไม่ส่งผลให้หน้าเหี่ยว และช่วยลดริ้วรอยแล้ว ยังเป็นท่าที่หายใจสะดวกที่สุดด้วยนะคะ

2. หน้าเหี่ยวเพราะความเครียด

สาเหตุที่ความเครียดทั้งหลาย มันมีผลกับหน้าตาของเราก็เพราะสมองเนี่ยหล่ะค่ะ ที่เป็นตัวสั่งการให้เราแสดงออกทางหน้าตา ทุกครั้งที่เราเครียด วิตกกังวล หรือไม่สบายใจหน้าเราจะบูดบึ้งจนคิ้วขมวดเข้าหากัน คือสาเหตุของการเหี่ยวย่นและริ้วรอยบนใบหน้าค่ะ

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย ปัญหาความเครียดเกิดมาจากความคิดของเราค่ะ เพราะฉะนั้น เรื่องบางหากสามารถปล่อยวางได้ก็ต้องปล่อยวาง หรือหากเผชิญปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกก็ควรหาใครสักคนที่เราสามารถระบายปัญหาได้เพื่อคลายความอึดอัด เชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ได้ อยากให้ทุกคนมองโลกไปในทางที่ดีมากกว่าร้าย เพียงแค่คิดบวกก็สามารถลดริ้วรอยบนใบหน้าได้แล้วค่ะ

3. ตากแดดมากเกินไป

แสงแดดถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่เป็นตัวการของการเกิดริ้วรอย และจุดด่างดำบนใบหน้าค่ะ เนื่องจาก 70% ของการเกิดความชราของผิวหนังขึ้นอยู่กับแสงแดดที่ผิวได้รับในตลอดช่วงอายุของเรา อีกทั้งยังทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลงและนำไปสู่ผิวหย่อนคล้อย ซึ่งรังสีต่างๆ ในแสงแดดจะไปเร่งให้คอลลาเจนและอิลาสตินภายใต้ผิวหนังซึ่งล้วนแต่เป็นโปรตีนที่ทำให้ผิวหนังเต่งตึงและเรียบเนียนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น โดยผ่านกระบวนการออกซิเดชัน ส่งผลให้ผิวเกิดริ้วรอยและแห้งกร้าน

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย วิธีการปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสียูวีเพื่อลดริ้วรอยที่สามารถทำได้ง่ายๆ คือ การทาครีมกันแดดค่ะ ไม่ว่ากิจกรรมประจำวันของคุณต้องออกไปเผชิญแสงแดดหรืออยู่ในที่ร่มก็ไม่ควรละเลยที่จะทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน และหากต้องออกแดดเป็นเวลานานก็ควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงค่ะ เพียงเท่านี้ก็ช่วยป้องกันและลดริ้วรอยได้ค่ะ

4. แต่งหน้าแล้วขี้เกียจล้างออก

สาวๆ ทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวันบางทีก็ขี้เกียจอาบน้ำ แถมลืมล้างหน้าเช็ดเครื่องสำอางออกด้วย ตื่นมาก็อย่าตกใจนะคะเมื่อส่องกระจกแล้วแทบช็อคที่เห็นหน้าตัวเองในเวอร์ชั่นสุดเหี่ยว แนะนำว่า ถึงจะขี้เกียจแค่ไหนก็ขอให้ล้างเครื่องสำอางออกเถอะค่ะ เพราะเครื่องสำอาง และฝุ่นต่างๆ จะเข้าไปอยู่ในรูขุมขนของเราตอนนอน แถมทำลายคอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิวหน้าอีกด้วย นอกจากมีโอกาสเกิดสิวแล้ว การไม่ล้างเครื่องสำอางจะยิ่งไปกระตุ้นให้ผิวดูเหี่ยว ทิ้งริ้วรอยไว้ให้ดูต่างหาก

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย เอาเป็นว่า ไม่ว่าคุณจะขี้เกียจอาบน้ำแค่ไหนไม่ว่ากันค่ะ แต่ได้โปรดอย่าลืมล้างเครื่องสำอาง และล้างหน้าให้สะอาด เพื่อช่วยป้องกันและลดริ้วรอยนะคะ

5. ผิวหนังเหี่ยวเพราะพฤติกรรม Yo-Yo

พฤติกรรม Yo-Yo ก็คือการ ขึ้นๆ ลงๆ ของน้ำหนักตัวเรานั่นเองค่ะ ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาหลักๆ ของเพศหญิงซะด้วย ไม่ว่าการ Yo-Yo นั้นจะเกิดขึ้นเพราะเราไปทานยาลดความอ้วน หรือเราออกกำลังกายก็ตามมันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะการ Yo-Yo นั้นทำให้ผิวหนังเรายืดๆ หดๆ ไปมาอย่างต่อเนื่อง และมันจะส่งผลกระทบต่ออัตราความยืดหยุ่นของผิวหนังเรานั่นเอง พูดง่ายๆ  คือ “ยืดแล้วไม่ค่อยจะอยากหด” แล้วผิวของเราจะเหี่ยว ย้อย และบางรายอาจทำให้เกิดรอยแตกลายของผิวหนังได้ค่ะ

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย ต้องพยายามรักษาเสถียรภาพของน้ำหนักตัวเองค่ะ เมื่อลดน้ำหนักแล้วก็รักษาไว้ให้คงที่ หรือถ้าจะปล่อยให้รูปร่างอวบอัด ก็อย่าปล่อยจากอวบกลายเป็นอ้วนนะคะเพราะเมื่อเวลาผอมแล้วมันจะเหี่ยวจนเห็นริ้วรอยชัดเจน หากเกิดขึ้นแล้วยากต่อการลดริ้วรอยค่ะ

6. สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยบริเวณที่ผิวหนังบอบบางกว่าบริเวณอื่น เช่น หางตา เหนือริมฝีปากบน เป็นต้น ซึ่งริ้วรอยดังกล่าวจะเกิดเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10-15 ปี แถมยังทำให้หน้าแห้งได้ง่าย เนื่องมาจากเมื่อคุณสูบบุหรี่จะทำให้วิตามินซีในเลือดลดลงประมาณ 60% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ส่งผลให้คอลลาเจนและอิลาสตินลดลง เพราะว่า วิตามินซีถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตโปรตีนดังกล่าว

ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลข้างเคียงทำให้ผิวแห้ง ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยผิวจะดูไม่สดใส และดูไม่มีน้ำมีนวล อีกทั้งในภายภาคหน้า ผิวก็จะสูญเสียความยืดหยุ่น แต่จะเกิดรอยเหี่ยว รอยย่นแทนเนื่องจากการสูญเสียน้ำ นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลโดยตรงต่อวิตามิน A ที่ช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ และคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เป็นวิตามินสำคัญในการสร้างเซลล์ให้ร่างกาย หากร่างกายมีปริมาณคอลลาเจนที่น้อยลง ผิวก็จะขาดความชุ่มชื้น ความอ่อนเยาว์ และความยืดหยุ่นไปในตัวค่ะ

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย สำหรับบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นถ้าลดได้ก็ลดนะคะ เลิกได้ก็เลิก มันไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเท่าผลเสียของมันหรอกค่ะ นอกจากนั้นควรดื่มน้ำตามไปเยอะๆ เลย เพราะว่ามันจะทำให้ผิวเราที่แห้งและขาดน้ำกลับมาชุ่มฉ่ำเหมือนเดิม ดังนั้น หากยากป้องกันและลดริ้วรอยก็พยายามเลิกให้ได้ค่ะ

7. เคี้ยวหมากฝรั่ง

สาวๆ คนไหนที่เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยจะสังเกตได้ง่ายมากค่ะ เพราะจะมีริ้วรอยบริเวณรอบปากอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ดูมีอายุเพราะว่ามีรอยย่อนโดยเฉพาะบริเวณปากล่างแถมเคี้ยวมากๆ อาจส่งผลต่อโครงสร้างภายในของปากอีกต่างหาก

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย แนะนำให้ลดการทานหมากฝรั่งลง เพื่ิอลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นนะคะ หรือถ้ากลัวปากเหม็นอาจจะเปลี่ยนเป็นการอมลูกอม หรือหมั่นแปรงฟันบ่อยๆ จะดีกว่าค่ะ

8. โดยสารทางเครื่องบินบ่อยๆ

บางคนออกอาการงงเลยค่ะ ว่าอยู่ในเครื่องบินผิวจะเหี่ยวได้ยังไง เอาเป็นว่าลองนึกดูนะคะ ยิ่งเราในที่สูงแสงแดดยิ่งแรงเพราะไม่ได้ผ่านตัวกรอง และยิ่งเราอยู่บนเครื่องบินแล้วล่ะก็เราจะพบกับแสง UV จากดวงอาทิตย์แบบเต็มๆ ชนิดที่ว่าไม่กรองกันให้เลย ซึ่งเจ้า UV เนี่ยคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ผิวหนังเราหม่นหมองและเสื่อมสภาพ และมากไปกว่านั้นผิวเราจะแห้งมากกว่าอยู่บนพื้นดินถึง 2 เท่า เพราะอากาศข้างบนนั้นเย็นกว่าข้างล่างมากผิวเราเลยแห้ง การที่ผิวแห้งจะทำให้ผิวของเราขาดความยืดหยุ่น และอาจจะทำให้แตกและเป็นขุยได้ค่ะ

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย ควรพก Moisturizer ที่มี SPF เป็นส่วนผสมขึ้นเครื่องบินไปด้วย หรือไม่ก็ทาก่อนขึ้นเลยก็ได้ค่ะ เพื่อให้ความชุ่มชื่นลดริ้วรอย (ถ้าใครจะพกก็อย่าให้เกิน 100 มิลลิลิตรนะคะ) และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ อาหารเค็ม และดื่มน้ำเยอะๆ ระหว่างอยู่บนบิน ส่วนใครที่นั่งริมหน้าต่างแนะนำให้เลื่อนที่บังแดดลงมาด้วยค่ะ

9. ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

ยาบางชนิดมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เช่น ยาแก้หอบหืด ยาแก้โรคไขข้อกระดูก ยาทารอยแผลเป็น รวมไปถึงยาเพิ่มความขาวทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งผลเสียของสเตียรอยด์นั้นจะส่งผลต่อปริมาณคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนัง และทำให้ผิวหนังบางลง ไม่ทนต่อแดดได้เท่าที่ควร และเมื่อผิวหนังเราไม่มีคอลลาเจนและอิลาสติน แถมยังเจอศัตรูร้ายอย่างแสงอาทิตย์ผิวเราก็มีแต่พังอย่างเดียวค่ะ

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย สำหรับคนที่ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อยู่โดยไม่มีความจำเป็นนั้น แนะนำให้เลิกใช้เถอะค่ะ แต่ถ้าหากมีความจำเป็นในการใช้ยาประเภทนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนะนำให้หันมาป้องกันผิวหนังตัวเองด้วยการทาครีมกันแดด การหลบแดดในเวลากลางวัน และตอนกลางคืนให้ทาครีมที่ส่วนผสมของเรตินอล เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแทนนะคะ

10. การกินแป้งและน้ำตาลเยอะ

อาหารแปรรูปบางประเภทที่มีแป้งเยอะๆ หรือมีน้ำตาลเยอะๆ นั้น สามารถทำให้เราหน้าเหี่ยวได้ค่ะ เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้น้ำตาลในเลือดเราสูงขึ้น ทำให้ชั้นเซลล์ผิวของเราเกิดการอักเสบขึ้นมา แต่การอักเสบนี้ไม่ได้ทำให้เกิดการเจ็บปวดแต่ประการใดนะคะ แต่ผลจากอาการอักเสบจะส่งผลต่อคอลลาเจนและอิลาสตินที่ทนการอักเสบไม่ไหวจนเสื่อมไปตามสภาพค่ะ

วิธีแก้ไขเพื่อลดริ้วรอย พยายามลดทานอาหารที่มีปริมาณของแป้งหรือน้ำตาลเยอะเกินไป แล้วให้เลือกทานผักหรือผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะ เช่น สับปะรด มะละกอ ฝรั่ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้รสเปรี้ยว ฯลฯ เพื่อลดริ้วรอย แถมพ่วงด้วยสุขภาพที่ดีด้วยค่ะ

ที่มา https://romrawin.com/

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม อาหารเพื่อสุขภาพออนไลน์
http://smartboyshopping.lnwshop.com/

Saturday, July 17, 2021

สุขภาพผู้ชายวัย 50 ดูแลอย่างไรให้แข็งแรง สุขภาพดี

 

ลดความอ้วน


ยิ่งอายุมากขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 50 เป็นวัยที่ต้องระมัดระวังในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิต กิจกรรมที่ทำ วันนี้ Hello คุณหมอ มีเคล็ดลับที่น่าสนใจเกี่ยวกับ สุขภาพผู้ชายวัย 50 ว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไร ให้แข็งแรงและสุขภาพดี

แนวทางการดำเนินชีวิตเพื่อ สุขภาพผู้ชายวัย 50

เมื่อชีวิตเข้าสู่ช่วงอายุ 50 ปีแล้วจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ซึ่งแนวทางในการดำเนินชีวิตในช่วงวัย 50 นั้นก็ไม่ต่างจากวัยอื่นๆ เลย แต่จำเป็นที่จะต้องเคร่งครัดและดูแลให้ดีกว่า

หากคุณปฏิบัติตามแนวทางด้านบนอย่างเคร่งครัดแล้วละก็ ชีวิตในวัย 50 ก็จะแข็งแรง สุขภาพดี แถมยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะหันมารักสุขภาพ เริ่มดูแลตัวเองเร็วเท่าไร ก็ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเร็วเท่านั้น แถมยังช่วยให้มีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

ความสำคัญของอาหารสำหรับผู้ชายวัย 50

การรับประทานอาหารนั้นส่งผลต่อสุขภาพมากมาย หากเราเลือกรับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ โปรตีนที่ดี ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ หากเลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมาก ไขมันสูง ก็อาจไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพในช่วงอายุ 50 ปีนั้นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก หากรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน และโรคมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย

ซึ่งอาหารที่ผู้ชายวัย 50 ควรเลือกรับประทานควรจะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช อาหารไขมันต่ำ เนื้อลีน ปลา ถั่ว พืชตระกูลถั่ว ไข่ ซึ่งอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีนที่ดี ซึ่งโปรตีนมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของมัน ของทอด น้ำตาล และเกลือ

กิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายวัย 50

การทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายนั้นถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุด สำหรับผู้ชายที่มีอายุ 50 ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง ส่งเสริมกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสมดุลให้กับร่างกายอีกด้วย

ที่สำคัญการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความจำเสื่อมอีกด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำว่าควรออกกำลังกาย ความเข้มข้นในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ หรือไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเป็นแนวทางในการเลือกออกกำลังกาย

ที่มา

https://hellokhunmor.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2-50-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/

Ad. ฮอร์โมนเพศชายเสริมสำหรับผู้ชายวัยทำงาน วัยทอง ทอม ทรานส์แมน  www.smartboyshopping.com